การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisor)

การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการและวิทยานิพนธ์
รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์20 ธ.ค. 2553 08:00 น.

การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisor) ทั้งที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ (Project) และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ (Master’s Project) วิทยานิพนธ์ (Thesis) และดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) เป็นงานที่มีความซับซ้อนและต้องใช้ความรู้ความสามารถมากกว่าการสอนในรายวิชา ต่าง ๆ การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยนอกจากมีความสามารถในการทำวิจัยอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ ต้องสามารถที่จะทำให้นักศึกษาที่ทำวิจัยมีทักษะในการทำวิจัยได้อย่างถูกต้อง ด้วยกล่าวคือ นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความสามารถในการวิจัยแล้วยังต้องสามารถให้คำปรึกษาช่วย แก้ปัญหาการวิจัยให้กับนักศึกษาได้ด้วย

การทำโครงการ (Project) (สถานศึกษาบางแห่งเรียกว่า โครงงาน) ส่วนมากเป็นการศึกษาระดับปริญญาตรีที่นักศึกษาต้องทำก่อนสำเร็จการศึกษา สำหรับสารนิพนธ์นั้นสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทที่เลือกแผนการเรียนแบบไม่ ต้องทำวิทยานิพนธ์ (อาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามที่แต่ละหลักสูตรกำหนด) และวิทยานิพนธ์สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทที่เลือกแผนการเรียนที่ทำ วิทยานิพนธ์ ส่วนดุษฎีนิพนธ์นั้นสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาเอก อย่างไรก็ตามการทำงานของนักศึกษาทุกระดับชั้นอยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือ ใช้กระบวนการวิจัยหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการดำเนินการ ในบทความนี้จะเน้นประสิทธิภาพของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา หรือปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งหลักการและกระบวนการนั้นมีความสอดคล้องและสามารถนำไปใช้กับการเป็น อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ (Project) หรือโครงงานในระดับปริญญาตรีได้เช่นกัน

การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทหน้าที่ด้านการวิจัยควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการมีสถาบันอุดมศึกษา ระบบการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือ Ph.D. ซึ่งมีการศึกษาวิจัยชั้นสูงนั้นเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษหลัง ปี ค.ศ. 1920 แรงจูงใจที่ทำให้มีการสอนหลักสูตรระดับนี้ ส่วนหนึ่งคือ ความต้องการดึงดูดความสนใจของนักศึกษาต่างชาติมาเรียน โดยเฉพาะนักศึกษาชาวอเมริกันให้มาศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ระยะแรก ๆ วุฒิการศึกษา Ph.D. ยังเป็นที่สับสนของความแตกต่างระหว่างวุฒิ M.Phil. (Master of Philosophy) กับ Ph.D. (Doctor of Philosophy) [Doctor of Philosophy, abbreviated Ph.D. or PhD for the Latin Philosophiæ Doctor, meaning “teacher of philosophy”, (or, more rarely, D.Phil., for the equivalent Doctor Philosophiæ) is an advanced academic degree. (From Wikipedia, the free encyclopedia)] มหาวิทยาลัยในอังกฤษ และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปมีหลักสูตร M.Phil. ซึ่งใช้เวลาเรียน 2 ปีเต็มเวลา (Full-time) และ 4 ปีแบบบางเวลา (Part-time) เป็นหลักสูตรเตรียมสู่การศึกษาระดับปริญญาเอกหรือ Ph.D. ซึ่งไม่อาจกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่เพราะจำนวน หน่วยกิตนั้นบางหลักสูตรมีถึงกว่า 60 หน่วยกิตหลังจากจบปริญญาตรีแต่บางหลักสูตรเรียนน้อยกว่าปริญญาโทของ สหรัฐอเมริกาซึ่งมีหน่วยกิตเฉลี่ย 36 หน่วยกิต และหลักสูตร Ph.D. ใช้เวลาเรียนหรือทำวิจัย 3 ปี แบบเต็มเวลา และ 5 ปี แบบบางเวลาหลังจากจบปริญญาตรีเช่นกัน บางหลักสูตรสามารถเรียนรวมกันต่อเนื่องไปได้ ดังนั้นคุณวุฒิระดับปริญญาโทและปริญญาเอกของประเทศอังกฤษและประเทศในภาคพื้น ยุโรปกับประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเปรียบเทียบกันได้ยาก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีความคล้ายกันมากขึ้นก็ตามแต่ก็ยังคงความแตกต่าง อยู่มาก และแม้จะมีการศึกษาวิจัยทางด้านประสิทธิภาพของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางาน วิจัย แต่ก็ยังมีการตรวจสอบคุณภาพของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะงานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ทุนวิจัย โดยเจ้าของทุนวิจัยจะตรวจสอบความสามารถหรือประสิทธิภาพด้านการเป็นนักวิจัย และความสามารถของอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาที่ได้รับทุนวิจัย

ปัญหาการให้คำปรึกษา

ประเด็น ปัญหาของการให้คำปรึกษาในการวิจัยที่ถูกวิพากษ์ วิจารณ์มากในผลการศึกษาวิจัยที่ทำในประเทศอังกฤษด้านอาจารย์ที่ปรึกษางาน วิจัยแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นหลัก ๆ ได้แก่

  1. ความไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient) ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากการทำวิจัยของนักศึกษาสาขาวิชาที่มีผู้เรียนจบได้น้อย โดยเฉพาะระดับปริญญาเอก หรือเกิดขึ้นในกรณีที่นักศึกษาใช้เวลาในการเรียนมากกว่าที่ควรจะเป็น หากพิจารณาจะพบว่า สาขาวิชาที่มีผู้สำเร็จการศึกษาน้อย และใช้เวลามากกว่า 3 ปี สำหรับนักศึกษาเต็มเวลาในระดับปริญญาเอก มีแนวโน้มที่สื่อว่าเป็นการจัดการศึกษาที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และถ้าสาขาวิชาที่มีนักศึกษาจบการศึกษาได้มากและทันตามกำหนดเวลาเป็นการ จัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
  2. ความไม่เหมาะสม (Inappropriate) ในประเด็นนี้แยกได้เป็น 2 ประเด็นย่อย ประเด็นแรกคือ การให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยที่ล้าสมัยของนักวิจัยรุ่นก่อนเพียงคนเดียว หรือเมธีวิจัย มากกว่าการให้ความสำคัญกับความสามารถของคณะผู้ทำงานวิจัย และ ประเด็นที่สองคือ การให้ความสำคัญกับผลวิจัยซึ่งเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์มากกว่าการให้ความสำคัญ กับการที่จะได้รับประสบการณ์และทักษะของการวิจัยในระหว่างที่ทำการวิจัย
  3. ความผิดพลาด (Fallibility) ประเด็นนี้เกิดจากการที่ไม่มีเกณฑ์และกระบวนการที่เป็นมาตรฐานและไม่มีการตกลงร่วมกันในกระบวนการของการประเมิน รวมทั้งยังไม่มีช่องทางให้สำหรับกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบที่ครบถ้วน ทำให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น แล้วไม่สามารถหาทางออกได้ ต้องปกปิดหรือหลีกเลี่ยงเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการทำวิจัย
  4. การใช้ในทางผิด (Abuse) ประเด็นนี้สาเหตุเนื่องจากการขาดความเอาใจใส่ของอาจารย์ที่ปรึกษา และยิ่งเลวร้ายมากขึ้นอีกเมื่อมีการใช้งานนักศึกษาที่ทำวิจัยให้ทำงานให้โดย ไม่ได้รับการอ้างถึงหรือมีการอ้างอิงผลงานของนักศึกษา หรือใช้นักศึกษาที่กำลังทำวิจัยเป็นแรงงานของภาควิชาโดยที่ไม่จ่ายค่าตอบแทน

อุดมคติทางด้านการวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา

ข้อ ควรคำนึงบางประการเกี่ยวกับธรรมชาติและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาระดับ บัณฑิตศึกษาโดยเฉพาะระดับปริญญาเอกซึ่งมีความเชื่อว่าผลงานวิจัยระดับ ดุษฎีนิพนธ์ควรเป็นงานวิชาการที่มุ่งสร้างองค์ความรู้หรือความคิดรวบยอดใหม่ ๆ งานวิจัยทั้งหมดต้องเป็นงานเฉพาะของนักศึกษาผู้เดียวเท่านั้น เป็นผลผลิตของความคิดที่เป็นอิสระ มีความเป็นนวภาพหรือใหม่ และเป็นพื้นฐานของการศึกษาต่อไปได้อีกยาวนาน การทำการศึกษาวิจัยในระดับปริญญาเอกไม่ใช่เป็นการมาเป็นผู้ฝึกหัดการทำวิจัย หรือเพื่อหาประสบการณ์และทักษะการทำวิจัย หรือได้มาสังสรรค์กับผู้มีอาชีพนักวิชาการ การศึกษาในระดับปริญญาเอกนั้นเป็นแนวทางของการไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็น สำคัญ

ในขณะที่อีกความคิดหนึ่งมองว่าการที่นักศึกษาทำวิจัยเป็นการ เริ่มต้นการเรียนรู้ในกระบวนการของการทำวิจัยเพื่อนำไปใช้สำหรับการหาคำตอบ ของปัญหาใด ๆ ก็ได้ทั้งที่อยู่ในสาขาวิชาชีพและนอกสาขาวิชาชีพของตน ปัญหาวิจัยที่นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษานำมาศึกษานั้นควรเป็นส่วนหนึ่งของ ปัญหาใหญ่ที่มีผู้ร่วมงานเกี่ยวข้องหลายคนและช่วยกัน หรือร่วมมือกันทำเป็นทีม และสามารถใช้ประโยชน์จากผลงานของสมาชิกในทีมได้ ผลผลิตหรือผลงานวิจัยของนักศึกษาไม่ถูกมองว่าเป็นงานของนักศึกษาแต่เพียงผู้ เดียว แต่เป็นผลงานของทีมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย

มุมมองที่แตกต่างกันนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่มองมีตำแหน่งหรือสถานภาพอะไร มีค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร ประสบการณ์ที่ผู้วิจัยได้รับขณะทำวิจัยก็แตกต่างกัน ความพอใจหรือความยากลำบากของผู้วิจัยก็อาจจะแตกต่างจากคณะผู้ร่วมทำวิจัย บางคนอาจให้ความสำคัญที่ปัญหาวิจัย และกระบวนการวิจัย แต่บางคนให้ความสำคัญกับบริบทหรือประโยชน์ของงานวิจัย บางคนมีปัญหาในด้านการบริหารเวลาในการทำวิจัย บางคนกลับมีปัญหาในการที่ต้องมีตารางทำงานที่ชัดเจนร่วมกับผู้อื่นที่อยู่ใน ทีมวิจัย ผู้วิจัยบางคนอาจรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ในขณะที่บางคนบอกว่าการพบกับที่ปรึกษาทุกวันหรือบ่อย ๆ ไม่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญนัก หรือไม่จำเป็นมากนักอาจารย์ที่ปรึกษาต้องเก็บความแตกต่างเหล่านี้ไว้ในใจ และสงวนทีท่าที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบกับนักศึกษา และเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่มีต่อกระบวนการให้คำปรึกษาแล้วพบว่ามีปัจจัย หลายประการ เช่น การบริหารจัดการหลักสูตรและการสอนของภาควิชา/สาขาวิชา การฝึกอบรมอาจารย์ที่ปรึกษา กระบวนการตรวจสอบความก้าวหน้าของการทำวิจัยของนักศึกษา และการดูแลให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นต้น รวมทั้งการตัดงบประมาณการสนับสนุนการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา การขาดการสนับสนุนด้านทุนวิจัย หรือการให้การสนับสนุนทุนวิจัย ล้วนมีผลและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสิ้น นอกจากนี้การแข่งขันของมหาวิทยาลัยและการบังคับให้ต้องนำผลงานวิจัยลงตี พิมพ์หรือเผยแพร่ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ หรือมี Impact Factor* ก็เป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการให้คำปรึกษาเช่นกัน

  • The impact factor for a journal is calculated based on a three-year period, and can be considered to be the average number of times published papers are cited up to two years after publication. For example, the impact factor 2007 for a journal would be calculated as follows: A = the number of times articles published in 2005-6 were cited in indexed journals during 2007
    B = the number of articles, reviews, proceedings or notes published in 2005-6Impact Factor 2007 = A/B(Note that the impact factor 2006 will be actually published in 2007, because it could not be calculated until all of the 2007 publications had been received. Impact factor 2007 will be published in 2008)

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลัก ๆ ที่มีผลอย่างมากในกระบวนการของการให้คำปรึกษาได้แก่ ประสบการณ์ทางวิชาการและทักษะในการทำวิจัยของทั้งผู้ทำวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของการให้คำปรึกษา และคุณภาพของผลงานวิจัย รวมทั้งคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาอีกด้วย

บทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา

อาจารย์ ที่ปรึกษาวิจัยสำหรับนักศึกษาที่ทำโครงการ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และดุษฎีนิพนธ์ มีบทบาทหลายอย่างเพื่อช่วยให้นักศึกษาหรือผู้เรียนสามารถบรรลุผลของการทำ วิจัยได้สำเร็จดังนี้

  1. Director ทำหน้าที่พิจารณาหัวข้อ วิธีการ และแนวคิดในการทำวิจัย
  2. Facilitator ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญและจัดการกับงานภาคสนาม
  3. Adviser เสนอแนะเทคนิควิธีและทางเลือกให้
  4. Guide แนะนำการบริหารจัดการเวลาและการเขียนรายงานการวิจัย ให้คำติชมในผลงาน แนะแนวทางในการเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
  5. Critic ออกแบบคำถามร่างโครงร่างของแต่ละบท แปลผลข้อมูล
  6. Freedom giver ให้นักศึกษาได้ตัดสินใจเอง และสนับสนุนการตัดสินใจของนักศึกษา
  7. Supporter ให้แรงกระตุ้น แสดงความสนใจ และแลกเปลี่ยนความคิดกับนักศึกษา
  8. Friend ให้ความสนใจกับกิจกรรมอื่น ๆ ของนักศึกษา
  9. Manager ตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบการทำงานในแต่ละขั้น ให้คำเสนอแนะอย่างเป็นระบบ และวางแผนในการทำงาน
  10. Examiner ตรวจสอบกระบวนการทำวิจัย เตรียมการสอบปากเปล่า การเตรียมรายงานความก้าวหน้า และให้คำแนะนำกับคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่สอบ

การกำหนดบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาให้ได้ครอบคลุมนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีแนวความคิดที่ไม่เหมือนกันในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของอาจารย์ ที่ปรึกษาอีกด้วย เช่น เรื่องของหัวข้อวิจัยนั้น ควรจะเป็นความรับผิดชอบหรือบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาหรือของนักศึกษาที่เป็น ผู้ทำวิจัย การเลือกระเบียบวิธีวิจัยควรให้ผู้ใดกำหนด การกำหนดเวลาพบกับอาจารย์ที่ปรึกษา ระดับความช่วยเหลือที่อาจารย์ที่ปรึกษาควรให้แก่นักศึกษาผู้ทำการวิจัย และประการสุดท้าย เรื่องมาตรฐานของงานวิจัยโดยเฉพาะอย่า

การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisor)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *